ประชาชนชาวนิวแคลิโดเนีย ดินแดนเกาะอาณานิคมพิเศษของฝรั่งเศส ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก จะออกไปใช้สิทธิแสดงเจตจำนง ในการลงประชามติในวันอาทิตย์ (4 ต.ค.) ควรแยกตัวเป็นประเทศเอกราชน้องใหม่ของโลกหรือไม่ หลังอยู่ภายใต้อธิปไตยของฝรั่งเศส ที่อยู่ห่างไกลออกไปประมาณ 18,000 กิโลเมตร นานเกือบ 170 ปี

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงนูเมอา ดินแดนโพ้นทะเลนิวแคลิโดเนียของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ว่า ประชาชนชาวนิวแคลิโดเนียจะออกไปใช้สิทธิแสดงเจตจำนง ในการลงประชามติในวันอาทิตย์ (4 ต.ค.) ซึ่งการลงประชามติครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปลดแอกอาณานิคม ที่ผ่านการเจรจาอย่างระมัดระวัง และบรรลุข้อตกลงในปี พ.ศ. 2541 ที่รู้จักกันในชื่อ ข้อตกลงนูเมอา (Noumea Accord) ซึ่งออกแบบเพื่อยุติความขัดแย้งนองเลือด ระหว่างกลุ่มคนพื้นเมืองชนเผ่าคานัค (Kanak) ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการให้แยกดินแดนเป็นรัฐเอกราช กับลูกหลานที่สืบเชื้อสายจากชาวยุโรป ที่อพยพเข้าไปตั้งรกราก ที่รู้จักกันในชื่อ ชาวกัลโดช (Caldoches)

ความขัดแย้งนองเลือด ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 ลงเอยด้วยวิกฤติจับตัวประกันในปี พ.ศ. 2531 ซึ่งกลุ่มแยกดินแดนชาวคานัคเสียชีวิต 19 ศพ ตำรวจและทหารชาวกัลโดชเสียชีวิต 6 ศพ
 
การลงประชามติซึ่งจะมีขึ้นตั้งแต่เวลา 08.00 น. ไปจนถึง 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 ปี หลังจากครั้งแรกในปี 2561 ผู้ออกเสียงส่วนใหญ่ 56.7 % ปฏิเสธการแยกตัวเป็นเอกราช ต้องการให้คงสถานะดินแดนเหมือนเดิมต่อไป

นายปิแอร์-คริสตอฟ ปันต์ ผู้เชี่ยวชาญภูมิศาสตร์การเมือง ในกรุงนูเมอา กล่าวว่า แม้เสียงสนับสนุนเอกราชในนิวแคลิโดเนียจะมีมากขึ้น แต่การลงประชามติครั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงมาก ที่ผลจะออกมาเหมือนครั้งแรก และหากเสียงส่วนใหญ่ปฏิเสธเอกราชอีก การลงประชามติครั้งที่ 3 สามารถเกิดขึ้นได้ ในปี 2565 หากได้รับการร้องขอจากสมาชิกสภานิวแคลิโดเนีย อย่างน้อย 1 ใน 3 ของทั้งสภา
 
ปัจจุบันนิวแคลิโดเนียมีประชากรประมาณ 269,000 คน ประกอบด้วยกลุ่มคนเชื้อสายหลัก 2 กลุ่มคือ คานัค ซึ่งเป็นชาวเลเมลานีเซีย 37 % ชาวกัลโดชเชื้อสายยุโรป 27 % ส่วนที่เหลือเป็นชาวเกาะอพยพ จากหลายประเทศหมู่เกาะเพื่อนบ้านในแปซิฟิก